The way to art "เส้นทางสู่ศิลปะ"

The way to art "เส้นทางสู่ศิลปะ"
นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย "The way to Art" เส้นทางสู่ศิลปะ โดย นักศึกษาปริญญาโท สาขาจิตรกรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นนิทรรศการที่จัดแสดงขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการแสดงความรู้ความสามารถทางการศึกษาหลังจากที่ได้เข้ามาศึกษาในระดับศิลปมหาบัณฑิต และในปี 2553 นี้ ภาควิชาได้คัดเลือกนักศึกษา 10 คน ได้แก่ นักรบ กระปุกทอง , รณชัย กิติศักดิ์สิน , เกรียงไกร กุลพันธ์ , สุเมธ พัดเอี่ยม , สุนทรี เฉลียวพงษ์ , พีรนันท์ จันทมาศ , วรรณพล แสนคำ , ศุภวัฒน์ วัฒนภิโกวิท , พิเชษฐ บุรพธานินทร์และวัลลภัคร แข่งเพ็ญแข อันมีผลงานการสร้างสรรค์ที่สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่มีต่อตนเองและสภาพสังคมในปัจจุบัน ปัญญาแห่งการเรียนรู้ และเป็นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณค่าออกสู่สายตาสาธารณะชน

THE WAY TO ART

นิทรรศการเส้นทางสู่ศิลปะ The way to art มีกำหนดการแสดงผลงาน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 4 ห้อง Stodio ในวันพฤหัสที่ 21 เมษายน ถึง วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2554

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

“พื้นที่สมมุตชั่วนิรันดร์”

“พื้นที่สมมุตชั่วนิรันดร์”

สถาปัตยกรรมเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ถูกกำหนดให้มีหน้าที่และประโยชน์ใช้สอยที่ชัดเจน เราสามารถอาศัยและประกอบกิจกรรมในพื้นที่ภายในและภายนอกสถาปัตยกรรมได้ เวลามองสถาปัตยกรรม เราเห็นความทึบตัน (Solidity) ของรูปทรงของตึก แต่เมื่อเดินเข้าไปภายใน เราจึงจะเห็นความเป็นโพรงหรือห้อง (Cavity) หลายๆห้องที่เชื่อมต่อกัน จากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่งในระดับชั้นเดียวกันและอีกชั้นหนึ่งที่สูงขึ้นไป

รอบๆนอกอาคาร เราสามารถเห็นกิจกรรมของผู้คนที่สอดคล้องสัมพันธ์กับกิจกรรมภายในอาคาร เช่น อาคารของโรงเรียน กิจกรรมข้างใน คือ การเรียนหนังสือ และกิจกรรมนอกอาคาร คือ การวิ่งเล่นในสนามหญ้าของนักเรียน ถ้าเราลองมองมุมที่กว้างมากขึ้นไปอีกนิด เราจะเห็นอาคารอื่นๆที่อยู่รอบๆ เช่น เราอาจจะเห็นโรงพยาบาล ตลาด ศูนย์การค้า และอื่นๆ กิจกรรมต่างประเภทที่เกิดทั้งภายในและภายนอกอาคารเหล่านี้เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น หลังจากเลิกเรียนเราอาจจะเเวะซื้อของที่ศูนย์การค้าหรือตลาดโต้รุ่ง เพราะฉะนั้น งานของสถาปนิกไม่ได้อยู่ที่การออกแบบอาคารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคิดถึงความต้องการของคนใช้อาคาร ความสัมพันธ์ของคนระหว่างอาคาร การเดินทางระหว่างอาคาร เพื่อทำให้คนชุมชนได้ประกอบกิจกรรมที่ต้องการ และมีโอกาสเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ภายในผังเมืองที่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบ

เราลองมาดูวัสดุที่ใช้สร้างสถาปัตยกรรมสักนิดหนึ่ง เราสามารถแยกแยะความรู้สึกได้ว่า มันให้ความรู้สึกของความหนัก หรือ ความเบาได้ด้วยตาเปล่า ตัวอย่างเช่น กำแพงเมืองจีนที่ทำด้วยหินก้อนขนาดใหญ่ พื้นผิวหยาบ มีสีน้ำตาล เรียงต่อกัน เราสามารถรับรู้จากลักษณะทางกายภาพของวัสดุ และตำแหน่งที่ตั้งของกำแพงนี้ได้ว่า ผู้สร้างต้องใช้แรงงานจำนวนมากเพื่อลำเรียงหินมาที่สถานที่ก่อสร้าง และต้องใช้เวลาแรมปีในการสร้าง (พ.ศ. 338 – 2163) ในขณะที่กำแพงก่ออิฐฉาบปูน พื้นผิวเรียบ สีขาว ที่เราเห็นในเมืองใหญ่ๆ เรารับรู้ได้ว่า การก่อสร้างไม่ใช่เรื่องที่ลำบาก เราสามารถหาซื้อวัสดุจากร้านวัสดุทั่วไป ใช้แรงงานน้อยกว่า และใช้เวลาสั้นกว่ามาก กล่าวโดยรวมวัสดุสามารถทำให้เรารู้สึกถึงความหนัก และความเบาของสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมได้

ก่อนที่จะนำข้อมูลจากด้านบนมาอ่านงานจิตรกรรมของพิเชษฐ์ เรามาทำความเข้าใจเงื่อนไขของจิตรกรรมเสียก่อน จิตรกรรมเป็น illusion หรือภาพที่แสดงความลวงอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องแยกระหว่างประสบการณ์ที่เรามีต่อสถาปัตยกรรมตามจริง และประสบการณ์ที่เรามีต่อภาพสถาปัตยกรรมบนงานจิตรกรรมของพิเชษฐ์ เราสามารถอ่านงานได้ดังนี้

ประการแรก โครงสร้างและวัสดุ ภาพแสดงให้เห็นการล้มของระบบโครงสร้างของอาคาร และระบบโพรงภายใน เราไม่เห็นความชัดเจนของรูปทรงของสถาปัตยกรรม แต่เห็นภาพของวัสดุก่อสร้างที่ถูกทำลาย เสียหาย และกองอย่างระเกะระกะ ภาพจิตรกรรมโดยรวมให้ผลทางสายตา (visual effect) ในเรื่องของรูปร่าง พื้นผิว สี ระนาบ และพื้นที่ แต่ไม่ให้ผลทางสายตาในเรื่องของความหนัก หรือความเบา หนึ่งในคุณสมบัติที่แท้จริงของโครงสร้างและวัสดุ ทัศนธาตุที่ให้ผลทางสายตานี้ถูกนำมาจัดองค์ประกอบ เป็นงานจิตรกรรมที่อ้างถึงภาพเหตุการณ์ที่พิเชษฐ์ประสบมา

ประการที่สอง เงื่อนไขของจิตรกรรมบอกเราว่า การล้มและพังครืนของสถาปัตยกรรมขาดความเป็นจริงทางโลก มันเป็นการถ่ายทอดและตีความตามประสบการณ์ทางสายตาของศิลปิน ถ้าเช่นนั้น เราจะต้องไม่อ่านการล้มและพังครืนในลักษณะที่ตามความเป็นจริงทางโลก แต่จะต้องอ่านมันในฐานะที่เป็น Subject ของจิตรกรรมชุดนี้ Subject นี้ทำให้เราหยุดกะทันหัน เราหยุดที่จะอ่านสถาปัตยกรรมด้วยความรู้และประสบการณ์เดิม เช่น ความรู้เดิมบอกเราว่า ถ้าเมืองทั้งเมืองถูกทำให้ล้มครืน ระบบต่างๆของเมือง เช่น ระบบคมนาคม ระบบเศรษฐกิจ และระบบสาธารณูปโภค ก็ต้องเสียหาย และไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาอีกภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ในกรณีนี้ จิตรกรรมกระตุ้นให้เราอ่านว่า ไม่มีเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตให้กับภาพ การล้มครืนมีภาวะชั่วกัปชั่วกัลป์ กาลเวลาถูกยืดออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จินตนาการที่เรามีต่ออนาคตของสถาปัตยกรรมเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมาถึง

ประการสุดท้าย กรอบงานจิตรกรรมที่ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าในลักษณะธรรมเนียมปฏิบัติอีกต่อไป สมัย Renaisannce สถาปนิกและจิตรกรมักจะใช้อัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) 1 ต่อ 1.6180339887...โดยประมาณ ในการคำนวนสัดส่วนของผลงาน รวมไปถึงกรอบภาพจิตรกรรมด้วย Steen Eiler Rasmussen (1982) กล่าวว่า “อัตราส่วนของเรขาคณิตที่มีระบบที่กระจ่างทำให้จิตวิญญาณสงบสุข” [1] เพราะฉะนั้นกรอบภาพที่ใช้อัตราส่วนทองคำช่วยสนับสนุนให้คนดูมีสมาธิ ในขณะที่อ่านเนื้อหาที่ศิลปินนำเสนอ เมื่อกรอบภาพของพิเชษฐ์ไม่ได้ถูกสร้างในลักษณะธรรมเนียมปฏิบัติ มันขยายในทิศทางที่ไม่ได้ขนานกับพื้นโลก เฉียง เอียง และมีกรอบย่อยที่ประกอบกันมากกว่าหนึ่งกรอบ บางกรอบก็เป็นรูปร่างของมันวัสดุที่เสียหาย บางกรอบก็มีลักษณะเป็นภาพที่ถูกตัดบางมุมออกไป อัตราส่วนของกรอบของพิเชษฐ์ถูกคำนวณมาจากความระเกะระกะของวัสดุก่อสร้างที่ได้จากประสบการณ์จริง เพราะฉะนั้นการคำนวณอัตราส่วนของกรอบจึงเกิดจากการพังครืนของอาคารนั่นเอง ซึ่งมีผลทำให้จิตรับรู้ของคนดูไม่สงบ ในทัศนะของดิฉัน กรอบภาพจิตรกรรมได้แสดงให้เห็นโลกที่เสมือนพังทลายลงมา เรารู้ว่ามันไม่จริง แต่มันทำให้เราในฐานะผู้ชมรู้สึกไม่สงบเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าพื้นที่สมมุติบนจิตรกรรมที่มีภาวะชั่วกัปชั่วกัลป์

Text : ดร.เตยงาม คุปตะบุตร,

[1] Rasmussen, Steen Eiler. 1982. Experiencing Architecture (Cambridge: The M.I.T. Press) p.104

“อดีตใหม่”

“อดีตใหม่”

Marshall McLuhan (1911-80) กล่าวว่าสื่อจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ ภาพถ่ายเป็นสื่ออีกตัวหนึ่งที่ McLuhan อธิบายว่า ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างมากมาย เช่น วิชาพฤกษศาสตร์จะไม่เจริญก้าวหน้าถ้าไม่มีกล้องถ่ายรูป, ห้างสรรพสินค้าจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีภาพถ่าย เจ้าของสินค้าต่างโฆษณาสินค้าของตัวเองในหน้าหนังสือพิมพ์ เราสามารถรับรู้ข้อมูลของสินค้าหลากหลายชนิดได้ใหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว คนเราก็เริ่มคิดต่อว่า คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถหาซื้อสินค้าได้ภายใต้ร่มหลังคาเดียวกัน ห้างสรรพสินค้าจึงได้ถือกำเนิดขึ้น, เกมส์ฟุตบอลจะไม่เปลี่ยนอย่างชนิดเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือถ้าประธานาธิบดี Teddy Roosevelt ไม่ได้เห็นภาพข่าวของผู้เล่นทีม Swarthmore ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในปี 1905 Roosevelt กล่าวว่าถ้าเกมส์ที่หยาบคายยังคงดำเนินต่อไป เขาจะสั่งห้ามเล่นฟุตบอลในสหรัฐอเมริกา, และคนชั้นสูงเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อภาพถ่ายของพวกเขากำลังทำกิจกรรมที่ทำเฉพาะชนชั้นสูง ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ จากตัวอย่างข้างต้น ภาพถ่ายส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ ภายถ่ายทำให้เกิดสถานที่แบบใหม่ที่ทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ภาพถ่ายเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในวงการฟุตบอล ภาพถ่ายทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว เนื่องจากมันเป็นหลักฐานที่สามารถนำเสนอกิจกรรมในอดีต ให้ปรากฏในเวลาปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ภาพถ่ายเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม

ภาพถ่ายทำใหสิ่งที่เรียกว่า“อดีต”คมชัดตลอดไป อยากให้ลองจินตนาการว่า ถ้าเราไม่เคยมีรูปถ่ายของตัวเองพร้อมกับครอบครัวในวัยเด็กเลยแม้แต่ใบเดียว เราพึ่งเพียงแต่อวัยวะของเราที่เก็บความทรงจำเอาไว้ เราอาจจะจำบางอย่างตั้งแต่อายุ 4 ขวบขึ้นไปได้และก่อนหน้านั้นเล่ามันเป็นอย่างไร เราจะจำได้ไหมว่าหน้าตาก่อน 4 ขวบของเราเป็นอย่างไร ตัวเล็กแค่ไหน ใส่เสื้อผ้าแบบไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าความทรงจำของเราเหนื่อยล้า อายุเพิ่มมากขึ้น มันจะยังจดจำสิ่งต่างๆได้เที่ยงตรงเหมือนเดิมหรือไม่ การมาของภาพถ่ายเปลี่ยนวิธีการรับรู้ที่เรามีต่ออดีตของเราอย่างสิ้นเชิง ภาพของเราตอนแรกเกิดสภาพแวดล้อมภาพพ่อแม่และญาติๆในวัยหนุ่มสาวกลายเป็นความทรงจำใหม่ของเรา เราไม่ได้จำได้จริงๆ แต่ภาพที่เราเห็นจากภาพถ่ายทำให้เราเชื่อว่าเราจำได้ อาจจะกล่าวได้ว่าอดีตของเราเป็นส่วนผสมระหว่างสิ่งที่เราจำได้จริงๆกับอดีตที่ได้จากภาพถ่าย

ภาพถ่ายมีคุณอนันต์กับรณชัยเป็นอย่างมาก จิตรกรรมของรณชัยว่าด้วยเรื่องอดีต ความสามารถในการจำได้ในปัจจุบัน และอนาคตที่อยากจะจดจำ รณชัยไม่สบายและมีผลข้างเคียง คือการสูญเสียความทรงจำในช่วงเวลาบางขณะ รณชัยเล่าให้ฟังว่า ภาพถ่ายช่วย “เรียก” ความทรงจำทำให้ภาพของเหตุการณ์อดีตกลับมามีชีวิตอีกคครั้ง ภาพถ่ายช่วยทำให้เขาต่อจิ๊กซอประสบการณ์ให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ ที่เขาคิดว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

รณชัยเลือกภาพถ่ายในอดีตของตัวเองมาเป็นต้นแบบ เขาคัดลอกเพียงบางส่วนเพื่อที่จะบอกว่าเขาจำมันได้ บางส่วนที่จำไม่ได้เขาเว้นเอาไว้แล้วใส่บางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่อยากจะจดจำมาแทน เช่น ความฝัน ความหวัง และจินตนาการ ภาพจิตรกรรมของรณชัยจึงเป็นเสมือนภาพของเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์มีลักษณะต่างสถานที่ ต่างเวลา และต่างมิติ เพราะฉะนั้นภาพถ่ายทำหน้าที่มากกว่าภาพบันทึก ภาพถ่ายได้พาศิลปินกลับเข้าไปในอดีตของตัวเองอีกครั้ง แม้ว่ารณชัยจะไม่มีเครื่องมือใดๆบอกว่า อดีตที่เขาจำได้จากภาพถ่ายเป็นอดีตที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ก็ตาม มันเป็นอดีตใหม่ที่รณชัยก่อร่างขึ้นมาโดยการระบายสี อดีตที่เราเห็นบนงานจิตรกรรมกลายเป็นหนทางสู่โลกใหม่ในอนาคตสำหรับรณชัย

Text : ดร.เตยงาม คุปตะบุตร

The camera can lie.


The camera can lie.

The camera cannot lie แปลเป็นภาษาไทยไทยได้ว่ากล้องถ่ายรูปโกหกไม่ได้ ภาพถ่ายเป็นการแสดงของสิ่งที่กล้องถ่ายรูปบันทึกอย่างซื่อสัตย์และถูกต้องในลักษณะที่จิตรกรรมทำไม่ได้ ความเข้าใจข้างต้นนี้เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1895 Nebraska Lincoln ได้เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ The Evening News ว่า “ช่างภาพ โดยเฉพาะมือใหม่ สามารถบอกได้อย่างทันทีว่ากล้องถ่ายรูปโกหกไม่ได้” Lincoln ต้องการชี้ให้เห็นว่า ภาพถ่ายเป็นสื่อที่เราสามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่ามันเป็นผลที่เกิดจากการบันทึกสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตามความเป็นจริง โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เชิงลึก

ต่อมาในศตวรรษที่ 20 Marshall McLuhan (1911-80) ได้ทำให้เราตระหนักรู้ว่า ภาพถ่ายที่เราคิดเพียงว่า มันแค่เสนอความเป็นจริง กลับแสดงบทบาทใหม่ คือส่งผลกระทบต่อวิธีการรับรู้, ภาษา, และกระบวนการทางความคิดของเราเช่นในกรณีที่เราต้องการอธิบายถึง Grand Canyon ในสหรัฐอเมริกา ให้ออกมาเป็นภาษาเขียน/พูด เพื่อทำให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสเห็นได้เข้าใจ เราอาจจะต้องใช้เวลาหลายนาทีในการคิดหาคำอธิบาย แต่ภาพถ่ายเพียงใบเดียวสามารถอธิบายถึง Grand Canyon ได้เกือบครบถ้วนภายในไม่กี่วินาที จึงไม่น่าแปลกที่การรับรู้ ภาษา และกระบวนการทางความคิดของเรา (ในฐานะผู้รับสาร) ที่มีต่อ Grand Canyon จะเกิดจากภาพถ่ายเป็นสำคัญ

ภาพถ่ายได้ทำให้คนหลายๆอาชีพ เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง เช่น กวีและผู้ประพันธ์นวนิยายเกรงกลัวว่า ภาพถ่ายจะทำหน้าที่แทนภาษา รวมไปถึงจิตรกรด้วยเช่นกัน ภาพถ่ายสามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดความเป็นจริงได้ดียิ่งกว่าจิตรกรรม จิตรกรในกลางค่อนปลายศตวรรษที่ 19 ถึงศตวรรษที่ 20 จึงหาหนทางใหม่ โดยหันไปทำงานและเผยให้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์และการแสดงออกภายใน ในลักษณะของศิลปะนามธรรมแทน ในบางกรณี ศิลปินได้ออกแบบให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์ผลงาน ลักษณะอย่างนี้ จิตรกรยังถือว่ากล้องถ่ายรูปทำไม่ได้ จิตรกรรมและภาพถ่ายในสมัยนั้น จึงสามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน

ต่อมาช่างภาพเลือกมุมกล้องที่ทำให้ความเข้าใจของเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เทคโนโลยีแบบดิจิตอลสามารถปรับแต่งภาพถ่ายให้มีลักษณะที่แตกต่างไปจากต้นฉบับ ทัศนะที่ว่า กล้องถ่ายรูปโกหกไม่ได้ ถูกทำให้สั่นคลอน ภาพถ่ายสามารถปรับ แต่ง เสริมความเข้าใจของเราให้ออกห่างจากความเป็นจริง และนำเราเข้าสู่ภาวะความเข้าใจแบบใหม่ ที่ท้ายสุด นำไปสู่ความพร่าเลือนของขอบเขตระหว่างจิตรกรรมและภาพถ่าย

นักรบได้ท้าทายคนดูใช้วิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจความพร่าเลือนระหว่างจิตรกรรมและภาพถ่าย นักรบเล่าให้ฟังว่า การรุกรานของคนเมืองในพื้นที่ชนบทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายเป็นวงกว้าง ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวไม่อาจจะบอกเล่าถึงสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นนักรบจึงปรับเปลี่ยนและเพิ่มทัศนธาตุในภาพถ่ายต้นฉบับที่เขาไปถ่ายจากสถานที่จริง เพื่อสร้างองค์ประกอบใหม่ให้กับงานจิตรกรรมของเขา เพื่อที่จะเล่าถึงการรุกรานนี้ได้อย่างครอบคลุม แต่ก็ไม่ลืมที่จะทำให้สิ่งที่ปรากฏอยู่บนภาพ เช่น บ้าน สิ่งก่อสร้างทันสมัย และอื่นๆ อยู่ในอุณหภูมิสีเดียวกัน อาจดูได้ว่า วิธีการแบบนี้ไม่ต่างไปจากการปรับแต่งภาพด้วยระบบดิจิตอล แต่วัตถุประสงค์ของการปรับแต่งนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในเบื้องต้น ภาพจิตรกรรมของนักรบทำหน้าที่ไม่ต่างไปจากภาพถ่ายที่บอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม วิธีการที่เราดูงานจิตรกรรมของนักรบไม่ต่างไปจากวิธีการที่เราดูงานภาพถ่ายขนาดใหญ่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมนักรบไม่ใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อ? ทำไมถึงใช้สื่อจิตรกรรม? จริงอยู่ที่ว่า เพราะภาพถ่ายทำหน้าที่บอกความจริงและไม่โกหกอย่างเข้มงวด ถึงกระนั้นในทางทฤษฎี นัยยะหนึ่งที่น่าสนใจของภาพถ่ายคือ “ภาพถ่ายเป็นการสร้างสรรค์จากความไม่มีอะไรเลย” [1] มันเป็นปฏิกิริยาระหว่างเเสงและเคมีบนแผ่นฟิลม์” วัตถุหรือความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้ากล้องถ่ายภาพก็ยังคงอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เดินทางเข้ามาอยู่ในกล้องแต่อย่างไร แต่สิ่งที่เดินทางเข้ามา คือ แสง ซึ่งได้พา “ภาพ” เดินทางเข้ามาในกล้องแทน นี่คือความเป็นจริงทางฟิสิกซ์ของภาพถ่าย ถ้าเรารับเงื่อนไขนี้ ภาพถ่ายไม่ว่าจะเป็นแบบ analogue หรือ digital ภาพที่ปรากฏต่อสายตาเริ่มไม่แสดงความเที่ยงแท้ในเชิงความเป็นจริง แต่เป็นความเที่ยงแท้ในแง่ปรากฏการณ์แสงธรรมชาติ เราอาจจะต้องมองหาเครื่องบ่งชี้ในงานของนักรบใหม่

ดิฉันขอเสนอเครื่องบ่งชี้ในเชิงการระบาย, ปาด, ตะกุยเนื้อสีให้มีความนูนขึ้นมา นักรบพยายามสื่อสารถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์ผ่านความนูน (relief) ของสี ทำให้ภาพมีลักษณะเป็นจิตรกรรม 3 มิติ แบบนูนต่ำ ภาพถ่ายซึ่งเป็นต้นแบบไม่ได้นำเอาคุณสมบัติมาอย่างครบถ้วน สิ่งที่ตกหล่นระหว่างทาง ได้แก่ กลิ่น ความลึก อุณหภูมิ และเวลา สิ่งที่พอจะทำได้ในงานจิตรกรรม คือ ความลึก เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงเห็นว่า ความนูนของสีเป็นวิธีการสร้างความลึกที่ส่งผลทำให้การรับรู้และความคิดของเราเปลี่ยนไป เราเริ่มตระหนักถึงความสมจริงของเนื้อเรื่องที่อยู่ในภาพมากขึ้น เพราะความนูนได้ยืนยันถึงการอยู่ในมิติที่ 3 จิตรกรรมของนักรบได้ยื่นมือออกมาสัมผัสกับมิติที่เราอยู่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เราเพื่อยืนยันการมีอยู่จริงของเรื่อง

ความนูนของสีนี้กระตุ้นการทำงานของตา มันทำให้เราใช้เวลามองรายละเอียดของงานมากขึ้น และ เราเริ่มเฝ้าดูการถูกรุกรานของพื้นที่ชนบทอย่างใจจดใจจ่อ เริ่มรู้สึกสะเทือนใจกับภาพของรถแทรกเตอร์ที่กำลังไถเอาหน้าดินออก มันเคยเป็นหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปกคลุมด้วยพืชพันธุ์ความชุ่มชื้นอาหารของคนและสัตว์ น้าดินถูกถากครูดด้วยมือเหล็ก หน้าดินกำลังถูกพรากเอาความสมบูรณ์ไป คล้ายการถูกแล่เนื้อเถือหนัง ความเจริญแบบสังคมเมืองและต่อด้วยความเสื่อมแบบสังคมเมือง กำลังเดินทางเข้ามาฝังรากบนพื้นที่แห่งนี้

จิตรกรรมของนักรบจึงไม่ได้โกหก นักรบได้รวบรวมเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่างที่และต่างเวลา และดึงเอาใจความที่สำคัญที่สุดให้รวมมาอยู่ในภาพเดียวกัน เขาใช้ความนูนของสีเป็นวิธีการยืนยันความเป็นจริงของเหตุการณ์ ที่ไม่เพียงแต่แค่เล่าสถานการณ์ หากแต่ยังทำให้เรารู้สึกในสิ่งที่นักรบรู้สึกอีกด้วย

Text : ดร.เตยงาม คุปตะบุตร

[1] McLuhan, Marshall. 2003. Understanding Media: The extensions of man (London: Routledge Classics) p. 209